ตู้ Rack  ข่าว

ตู้ Rack 19 นิ้ว - อิเล็กทรอนิกส์ - ระบบเครือข่าย - สินค้ามือสอง
โทรศัพท์ 0-2803-6858
ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือวัด โรงงานอุตสาหกรรม อุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
Product Search  
แสดงสินค้าทุกชนิด
รายการสินค้า
+ตู้ Rack 19 นิ้ว
   -Wall Rack
   -Close Rack
   -Open Rack
   -Accessories
+อิเล็กทรอนิกส์
   -IC
   -Microcontroller
   -Converter
+อุปกรณ์ไฟฟ้า
   -Patlite Status Indicators
+สินค้ามือสอง
   -เครื่องมือวัด
   -ระบบเครือข่าย
+Security System
   -CCD Camera
   -Switcher & Multiplexer
   -Vedio Recorder
   -Pan/Tile
   -ดูทั้งหมวด
+โรงงานอุตสาหกรรม
   -ป้ายแสดงผล
+Telecom
   -GSM Terminal (FCT)
   -FCT Accessories
+Computer
   -Server

ศูนย์บริการลูกค้า
>เข้าสู่ระบบ
>ลืมรหัสผ่าน
>ข้อมูลส่วนตัว
>ประวัติการสั่งซื้อ
>แจ้งโอนเงิน
>สมัครสมาชิก
>นโยบายการคืนสินค้า
>ค่าขนส่งสินค้า

ข่าว
>ข่าว
>สมัครจดหมายข่าว

เกี่ยวกับเรา
ติดต่อเรา

Product Finder
ค้นหาสินค้าทันใจ คลิ๊ก!

ข่าว


Updated - กูเกิลอ่วมข้อหา “สอดแนม”

กลุ่มพิทักษ์สิทธิมนุษยชน ทนายความ และคู่แข่งรายสำคัญอย่างไมโครซอฟท์ (Microsoft) พร้อมใจกันยัดเยียดตำแหน่งผู้ต้องหาคดีสอดแนมและละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว ผู้ใช้ให้กับกูเกิล (Google) ระบุกูเกิลตั้งใจหลบเลี่ยงมาตรการรักษาความปลอดภัยในโปรแกรมเบราว์เซอร์ เพื่อสอดแนมข้อมูลสำหรับนำไปใช้ในกระบวนการนำเสนอโฆษณาของตัวเอง ด้านกูเกิลปัดไม่ได้หวังกำไรจนมองข้ามความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้อย่างที่ ถูกกล่าวหา แม้ศาลจะรับคำฟ้องของผู้ใช้อเมริกันที่เรียกค่าเสียหายจากการถูกกูเกิลสอด แนมแล้ว

ดีน ฮาชาโมวิตช์ (Dean Hachamovitch) รองประธานฝ่ายปฏิบัติการผลิตภัณฑ์เบราว์เซอร์ไออี (Internet Explorer) โพสต์ข้อความในเว็บไซต์ของบริษัทว่าบริษัทกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่ากูเกิล มีความพยายามหลีกเลี่ยงมาตรการรักษาความปลอดภัยของผู้ใช้ไออี เพื่อสอดแนมและติดตามการใช้งานอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้ไออีจริงหรือไม่อย่างไร โดยยอมรับว่าไออีคือเหยื่ออีกรายหลังจากเบราว์เซอร์ซาฟารี (Safari) ของแอปเปิลมีแนวโน้มถูกหลบเลี่ยงเช่นกัน

“กูเกิลกำลังใช้วิธีการเดียวกันเพื่อเลี่ยงการป้องกันที่ไอ อีตั้งไว้เป็นค่าเริ่มต้น (default) และติดตามผู้ใช้ด้วยคุกกี้ เรากำลังตรวจสอบเพื่อหาทางปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น”

การประนามกูเกิลครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักข่าววอลล์สตรีทเจอร์นอลได้เปิดเผยผลการศึกษาจากโจนาธาน เมเยอร์ (Jonathan Mayer) นักวิจัยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดซึ่งพบช่องโหว่บนเบราว์เซอร์ซาฟารี โปรแกรมท่องเว็บไซต์ที่แอปเปิลติดตั้งในไอโฟน ไอแพด และไอพ็อด โดยช่องโหว่ดังกล่าวทำให้ผู้ให้บริการโฆษณาออนไลน์รวมถึงกูเกิลสามารถติดตาม พฤติกรรมการเข้าเว็บไซต์ต่างๆ ของผู้ใช้ผ่านไฟล์คุกกี้ ที่มักเป็นเครื่องมือของเว็บไซต์ให้ผู้ใช้เปิดเว็บได้เร็วขึ้นในครั้งถัดไป

รายงานระบุว่า ปกติแล้วเบราว์เซอร์ทั่วไปจะยอมรับไฟล์คุกกี้จากเว็บไซต์ที่ถูกเปิดใช้งาน เท่านั้น และจะปิดกั้นคุกกี้รูปแบบอื่นซึ่งค่ายโฆษณาออนไลน์มักจะแอบส่งมาด้วย แต่นักวิจัยของสแตนด์ฟอร์ดพบว่ากูเกิลสามารถหลอกล่อให้เครื่องรับไฟล์คุกกี้ ได้อย่างไม่ตั้งใจ โดยใช้ปุ่ม “+1” ที่ถูกสร้างขึ้นจากเทคโนโลยี DoubleClick เป็นตัวบังหน้า

ทันทีที่ข่าวถูกเผยแพร่ใน ช่วงต้นสัปดาห์ กูเกิลเริ่มดำเนินการลบไฟล์คุกกี้เพื่อการโฆษณา หรือ advertising cookie ที่ใช้กับเบราว์เซอร์ซาฟารีทันที พร้อมกับยอมรับว่าระบบปุ่ม +1 ทำให้กูเกิลสามารถติดตามพฤติกรรมการเข้าเว็บไซต์จากไฟล์คุกกี้ได้จริง แต่เป็นพฤติกรรมที่ไม่สามารถระบุตัวผู้ใช้ ทำให้ไม่เกี่ยวข้องกับการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลแต่อย่างใด

แอปเปิลออกมาชี้แจงในเวลาไล่เลี่ยกันว่า บริษัทกำลังหาวิธีหยุดยั้งการละเมิดทุกชนิดบนซาฟารี พร้อมกับกลุ่มพิทักษ์สิทธิมนุษยชนที่ดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลสหรัฐฯ ให้กูเกิลจ่ายค่าเสียหายแก่ผู้ใช้ซาฟารีจำนวนหลายล้านคน ขณะที่ผู้แทนมลรัฐแคลิฟอร์เนียส่งจดหมายเรียกตัวแทนกูเกิลเข้าชี้แจงต่อ สาธารณชน ว่าบริษัทเก็บข้อมูลอะไรจากผู้ใช้และจะใช้ข้อมูลดังกล่าวอย่างไร

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ ไมโครซอฟท์ออกมาผสมโรงว่า ผู้ใช้เบราว์เซอร์ไออีก็ถูกกูเกิลละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวเช่นกัน พร้อมกับระบุว่าจะดำเนินการตรวจสอบเพื่อปกป้องผู้ใช้ไออีอย่างที่สุด

อย่างไรก็ตาม กูเกิลออกมาตอบโต้ว่าไมโครซอฟท์นั้นรู้ปัญหานี้มานานหลายปีแล้ว โดยอ้างว่าไมโครซอฟท์ไม่ใส่ใจที่เว็บไซต์อย่างเฟซบุ๊ก และอเมซอนใช้ประโยชน์จากเทคนิคเลี่ยงระบบปิดกั้นคุกกี้ในไออีมาตลอด จุดนี้ คริสโตเฟอร์ โซโกเอียน (Christopher Soghoian) นักวิจัยอิสระแสดงความเห็นด้วยโดยบอกว่าแทนที่จะแก้ปัญหาในไออีที่เฟซบุ๊ก และอเมซอนใช้ประโยชน์ ไมโครซอฟท์กลับไม่ดำเนินการใดๆ แต่ตอนนี้กลับมาต่อว่าเมื่อกูเกิลใช้ประโยชน์จากเทคนิกนี้บ้าง

เรเชล แวทสโตน รองประธานอาวุโส ฝ่ายการสื่อสารระดับโลก กูเกิล กล่าวโดยระบุว่า ไมโครซอฟท์ใช้นโยบายที่ให้ผู้ใช้กำหนดหรือตั้งค่าความเป็นส่วนตัวด้วยตนเอง (self-declaration protocol) หรือเรียกกันอีกอย่างว่ามาตรฐาน P3P ที่ใช้กันมาตั้งแต่ปีค.ศ. 2002 โดยขอให้เว็บไซต์ต่างๆ แสดงบทบาทการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบที่ระบบสามารถเข้าใจได้ ซึ่งเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปและไมโครซอฟท์เองก็รู้ดีว่าการทาตามคาขอของ ไมโครซอฟท์นั้นทาได้ยากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องใช้กับฟังก์ชั่นเว็บสมัย ใหม่ Google ได้สื่อสารอย่างโปร่งใสและชัดเจนเรื่องวิธีการและแนวทางของเราดังเช่นเว็บ อื่นๆ อีกมากมาย

"ในวันนี้นโยบายดังกล่าวของไมโครซอฟท์ไม่มีการนามาใช้อย่างแพร่หลาย อีกต่อไป แล้วในปีค.ศ. 2010 มีรายงานฉบับหนึ่งระบุว่าเว็บไซต์มากกว่า 11,000 แห่งก็ไม่ได้ใช้มาตรฐาน P3P ของไมโครซอฟท์แล้ว"

เช่นเดียวกับนักวิจัยนามลอเรน เวน์สไตน์ (Lauren Weinstein) ซึ่งวิจารณ์การผสมโรงของไมโครซอฟท์ว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่ไม่สร้างสรรค์ และไม่ช่วยให้สังคมได้รับความกระจ่างในประเด็นการละเมิดของกูเกิล

ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ แต่ความพยายามหลีกเลี่ยงมาตรการรักษาความปลอดภัยบนเบราว์เซอร์ของกูเกิลนั้น ก็ส่อเจตนาไม่สุจริตในทุกกรณี โดยกลุ่มรักษาสิทธิมนุษยชนได้ออกมาเรียกร้องให้คณะกรรมการการค้ายุติธรรม สหรัฐฯ หรือ US Federal Trade Commission ออกมาตรวจสอบกูเกิลอย่างจริงจัง

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของกู เกิล คือ การออกแถลงการณ์ถึงกรณีที่เบราว์เซอร์ซาฟารีสามารถทำให้คุกกี้ของกูเกิลถูก ส่งไปยังเครื่องของผู้ใช้ได้ ว่าเป็นผลลัพธ์ที่กูเกิลไม่คาดหวังให้เกิดขึ้น โดยยังไม่มีความเห็นอื่นต่อกรณีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติม

นอกจากซาฟารี และไออี ยังไม่มีรายงานจากเบราว์เซอร์ที่มีผู้ใช้งานหลายล้านคนอย่างไฟร์ฟอกซ์ (Firefox) ว่าพบการเลี่ยงระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อติดตามการใช้งานของผู้ใช้หรือไม่ ซึ่งคาดว่าผลการสอบสวนของเรื่องนี้จะได้รับความสนใจจากชาวออนไลน์ทั่วโลกอีก นาน

ที่มา : ผู้จัดการ
URL : http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9550000024477

24 กุมภาพันธ์ 2555

ข่าวประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 ดูข่าวอื่นๆ